‘ซันชิงซาน’...ความสงบในสายหมอก
‘หลูซาน’...การหลอมรวมของวัฒนธรรมและธรรมชาติ
ภูเขาซันชิงซานและอาณาบริเวณข้างเคียงได้รับการรับรองว่าเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติล่าสุดของประเทศจีน จากองค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา หลังจากนั้น ข่าวเกี่ยวกับความงดงามของขุนเขาแมกไม้ และความสงบร่มรื่นของธรรมชาติตามหมู่บ้านที่รายล้อมเชิงเขา รวมทั้งการคงความเป็นหมู่บ้านชนบทที่เรียบง่ายในวิถีทางของการดำเนินชีวิตที่ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติ ก็ได้รับการแพร่กระจายแบบปากต่อปาก จนในปัจจุบันนักท่องเที่ยวก็เริ่มหลั่งไหลไปเยี่ยมชมความงามมากขึ้น
ภูเขาซันชิงซานตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซี ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นบริเวณที่ต่อกับมณฑลอานฮุย ในอาณาบริเวณดังกล่าวนั้น
เป็นที่ตั้งของภูเขาหวงซาน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นภูเขาที่มีความสวยงามเป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีน การจะเดินทางไปเยี่ยมชมภูเขาซันชิงซานที่สะดวกที่สุดนั้น สามารถใช้บริการของสายการบินไปลงสนามบินหวงซานที่อยู่ใกล้กัน และเป็นสนามบินที่อยู่ใกล้กับเมืองเก่าถุนซี
เมืองเก่าริมแม่น้ำที่มีเสน่ห์ตรงถนนโบราณกลางใจกลางเมือง
อันมีชื่อว่า “ถุนซีเหล่าเจีย”
สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง
การได้เดินเข้าไปในเมืองโบราณถุนซีนั้นเหมือนได้เดินย้อนยุคไปเกือบพันปี
และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเยี่ยมชมเมืองโบราณในประเทศจีน
จากเมืองถุนซีการเดินทางไปยังอาณาบริเวณของหมู่บ้าน
ที่อยู่รอบเขาซันชิงซานซึ่งเป็นกลุ่มของหมู่บ้านโบราณในอำเภออู้ห ยวนนั้น
ทำได้ง่ายมากโดยใช้ทางหลวงที่กว้างขวาง
เมืองโบราณเหล่านี้ยังคงอนุรักษ์การดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายมาตั้งแต
่อดีตมีหมู่บ้านมากมายในอำเภออู้หยวนที่ตั้งอยู่รายรอบภูเขาซันชิง ซาน
และลักษณะที่คล้ายกันอย่างหนึ่งของเมืองโบราณเหล่านี้คือ
ตั้งอยู่ติดกับริมน้ำ หรือมีลำคลองเล็กๆ
ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน
การเกษตรเป็นหัวใจหลักของการดำเนินชีวิตในหมู่บ้านที่เ
ป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกแห่งภูเขาซันชิงซาน
หากใครได้ไปเยี่ยมชมในช่วงเวลาที่ดอกโหยวไช่ฮวา
หรือดอกน้ำมัน Rape Seed บานสะพรั่งในช่วงต้นเดือนเมษายนแล้ว
ก็จะได้เห็นภาพของต้นพืชน้ำมันออกดอกสีเหลืองอร่ามตัดกับต้นแ
ละใบที่เป็นสีเขียวสดเต็มทั่วท้องทุ่ง
เมื่อผสมรวมกับความงามของหมู่บ้านเรือนที่ยังคงลักษณะของบ้าน
โบราณที่ทาสีขาว มีประตูและขอบบ้านเป็นสีดำแล้ว
ก็จะได้เห็นภาพงดงามดังได้เดินอยู่ในแดนสวรรค์เลยทีเดียว
หมู่บ้านโบราณที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมเยือนนั้นได้แก
่หมู่บ้านหลี่เคิ่ง เป็นหมู่บ้านใหญ่ติดกับเชิงเขาซันชิงซาน
ภาพแรกที่เห็นเป็นภาพของบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่สองข้างของลำ
น้ำใสสะอาด มีสะพานไม้เล็กๆ
พาดข้ามเป็นระยะๆ
ฉากหลังเป็นภาพของขุนเขาซันชิงซานสูงทะมึนตัดกับท้องฟ้าสีครา
มที่มีเมฆขาวลอยอยู่เบาบาง
เป็นภาพแห่งความงามในฝันของนักเดินทางและนักถ่ายภาพที่ต้อง
กดชัตเตอร์กันเป็นระยะๆ
เพื่อบันทึกภาพแห่งความประทับใจซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน
เมื่อเดินล่วงลึกเข้าไปในหมู่บ้านก็จะเห็นภาพของการดำเน
ินชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ
มีภาพของการซักเสื้อผ้าในลำน้ำ
ภาพของเนื้อและผักตากอยู่บนราวไม้ไผ่ ภาพของเสื้อผ้าที่ตากแดดอยู่ริมถนน
นับเป็นภาพที่มีสีสันสุดจะบรรยาย
เมื่อเข้าไปสัมผัสในบ้านแบบโบราณที่มีการแกะสลักไม้โดยรอบหน
้าต่างและประตู
รวมถึงการตกแต่งแบบสมัยโบราณที่มีสีสันแสนจะสะดุดตา
แต่ดูผสมกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม
ก็ทำให้รู้สึกประทับใจจนอยากจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง
เมื่ออิ่มเอมกับภาพของการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายแล้ว
ก็เป็นเวลาสมควรที่จะไปหาที่พักบริเวณเชิงเขาซันชิงซาน
เพื่อจะได้ไปเยี่ยมชมความงามของขุนเขาที่ได้ชื่อว่ามีความสงบใน
สายหมอก โดยเฉพาะในยามเช้า
ซันชิงซานเป็นภูเขาขนาดใหญ่
ประกอบด้วยขุนเขาหลายยอดรวมกัน แต่ละขุนเขามีความงามที่แปลกตาแตกต่างกันไป
บางยอดเขาสูงชันเหมือนเป็นกระบี่ที่ส่งปลายขึ้นทะลุฟ้า
บางยอดก็มีรูปร่างแปลกตา เหมือนหญิงสาวหันหลังให้
บางยอดก็เป็นยอดเขาสองยอดติดกัน
ดูเหมือนคู่รักที่คลอเคลียสาบานรักว่าจะอยู่กันตราบฟ้าดินสลาย
และยังมีดอกตู้เจียนฮัวเบ่งบานตระการตาอยู่ในพื้นที่กว้างนับพันๆ
ไร่ ดอกไม้ชนิดนี้มีชื่อเรียกน่ารักว่านางพญาฤดูใบไม้ผลิ
มังกรเล่นหงส์ นักพรตไหว้เดือน นางฟ้าเริงลม เป็นต้น
การขึ้นภูเขาซันชิงซานนั้นสามารถขึ้นกระเช้าได้ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังเขา
แต่ส่วนใหญ่มักนิยมขึ้นทางด้านหน้า
กระเช้าด้านหน้าที่อยู่ใกล้เมืองเริ่มให้บริการตั้งแต่สี่นาฬิกาในตอนเช้าสำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้น
เพราะที่พักบนยอดเขาไม่สะดวกเหมือนที่ภูเขาหวงซาน
มีเพียงโรงแรมเล็กๆ ระดับสองดาว
ส่วนใครที่เป็นนักผจญภัยก็สามารถไปตั้งเต็นท์นอนพักได้
โรงแรมเชิงเขาในบริเวณเมืองเล็กๆ
ใกล้ที่ขึ้นกระเช้านั้น มีหลายระดับตั้งแต่สามดาวจนถึงสี่ดาว
ทางเดินบนเขาซันชิงซานได้รับการปรับแต่งให้เดินสะดวก
แต่ผู้ที่คิดจะเดินชมความงามของขุนเขานี้ต้องมีความพร้อมเนื่องจาก
ระยะทางเดินค่อนข้างไกล
และหลายช่วงทางเดินจะสูงชันมาก
ต้องอาศัยกำลังขาที่แข็งแรงหลายช่วงเป็นทางเดินลัดเลาะไปตามเห
ลี่ยมผาที่ใต้เท้าเป็นหุบเหวลึกแต่ความงดงามที่จะได้เห็นจากการเดิน
ชมนั้นยากที่จะบรรยายเป็นตัวอักษรนอกจากมองภาพที่ถ่ายมาให้ชม
แทนเพราะมีคำกล่าวว่า‘ร้อยคำพูดหมื่นคำเขียนก็สู้ภาพเดียวไม่ได้
ภูเขาซันชิงซานมีทิวทัศน์ที่งดงามตระการตาไปด้วยหมู่ยอด
เขาสูงเสียดฟ้า หินรูปร่างสวยแปลกตา
สายน้ำ ลำธาร และน้ำตกที่ไหลคดเคี้ยว
รวมทั้งหุบเขาและช่องเขาแคบแสนสะดุดตา ภาพของแมกไม้ร่มรื่นในหุบเขา
ภาพของต้นสนโบราณอายุนับร้อยปีที่ขึ้นอยู่บนหน้าผาสูงชัน
ภาพของต้นกุหลาบพันปีท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีโดยมีขุนเขาทะมึน
อยู่เบื้องหลัง
ภาพของทางเดินน้อยที่ดูเหมือนแขวนลอยติดกับหน้าผา
เป็นภาพของความงามตามธรรมชาติที่หาดูได้ยากนอกจากเดินทางไ ปดูเอง
ทางเดินบนเขานั้นแบ่งเป็นรอบวงเล็ก
รอบวงกลาง และรอบวงใหญ่ ซึ่งจะนำขึ้นสู่ยอดเขาที่มีวัดในลัทธิเต๋า
เหมาะแก่ผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้า
ในเขตทิวทัศน์ด้านตะวันตกมีทะเลเมฆและทะเลหมอกงดงามสุดจะพ รรณนา
โดยเฉพาะในยามที่ดวงอาทิตย์ใกล้อัสดง
จะมีแสงสีทองส่องประกายผ่านเมฆจนย้อมเป็นสีทองท่ามกลางท้อง ฟ้าสีคราม
ไม่ไกลจากภูเขาซันชิงซานคือเมืองจิ่นเต๋อเจิ้น
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผาโบราณ
ที่คนไทยรู้จักกันในนาม "เครื่องปั้นดินเผากังไส”
ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง มีเตาเผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และมีเครื่องปั้นดินเผาที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพดีที่สุดของจีน
เนื่องจากดินที่เรียกกันว่า
“เกวลิน” ในบริเวณนี้
เมื่อนำมาปั้นเป็นเครื่องปั้นดินเผาแล้วจะมีความงามและใสเหมือนกระ จก
ใครอยากเที่ยวให้ครบมรดกทางวัฒนธรรมในบริเวณนี้ต้องไปเยี่ยมภูเขาหลูซาน
ที่จินตกวีผู้เลื่องชื่อชาวจีนมากหลายได้เดินทางมาเยี่ยมชมความงาม
รวมทั้งรังสรรค์กวีนิพนธ์ที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
ภูเขาหลูซานนั้น รถสามารถขึ้นไปได้
มีบ้านพักของท่านประธานเหมาเจ๋อตุงตั้งอยู่ด้วย
ภูเขาหลูซานเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมตั้งแต่
พ.ศ. 2539 เป็นศูนย์รวมสำคัญทางวัฒนธรรม การศึกษา
การเมือง และศาสนา ที่สำคัญคือมีศาสนาเก่าแก่ 6
ศาสนา คือ พุทธ เต๋า อิสลาม คริสต์นิกายโปรแตสแตนต์
นิกายออร์โธดอกซ์ และนิกายโรมันคาทอลิก
มารวมกันในภูเขาเดียว
ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกที่จะสามารถประสานและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเช่นที่นี่
นอกจากนี้
การที่มีทะเลสาบรายรอบภูเขาทำให้อากาศดีตลอดปี ไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัด
จึงเป็นสถานที่ตากอากาศที่เป็นที่นิยมมาเนิ่นนาน
และยังได้ชื่อว่าเป็นขุนเขาที่มีสายหมอกอยู่เกือบชั่วนาตาปี
โดยแต่ละปีจะมีหมอกโดยเฉลี่ย
191 วันเลยทีเดียว