::
การหาค่า Circle of confusion ของเลนส์ ::
หากต้องการควบคุมความชัดลึกแต่ไม่มีปุ่ม
เช็คความชัดลึกและสเกล
เช็คความชัดลึก ซึ่งคงเป็นได้ยากสำหรับกล้องในระดับมืออาชีพ
แต่เป็นเรื่องรรมดาของกล้องมือสมัครเล่นราคาประหยัด
เราสามารถใช้การคำนวณหาระยะชัดและช่วงความชัดของเลนส์ที่ระ
ยะชัดและขนาดช่องรับแสงต่างๆไดโดยใช้วิธีการคำนวณ ซึ่งต้องมีการนำค่าของ
Circle of confusion ( C ) มเข้ามาคำนวณด้วย
ซึ่งผู้ผลิตเลนส์น้อยรายนักที่จะแจ้งว่าใช้ค่า circle of
confusion เท่าใดในการคำนวณ แต่เราสามารถคำนวณหาค่า C ได้โดยใช้สูตร
C
= ทางยาวโฟกัสยกกำลัง 2 / (ขนาดช่องรับแสง x ระยะ
hyperfocal )
โดยใช้ข้อมูลจากคู่มือเลนส์ซึ่งจะมีตารางแสดงความชัดลึกที่
ระยะชัด
และขนาดช่องรับแสงต่างๆรวมถึงมีค่า Hyperfocal
ที่ขนาดช่องรับแสงต่างๆมาอีกด้วย เช่น เลนส์ 50 มม. ที่ขนาดช่องรับแสง f/6
ระยะ hyperfocal เท่ากับ 5 เมตร ค่า C จะเท่ากับเท่าใด
การคำนวณต้องใช้หน่วยระยะเดียวกัน
5 เมตรจะเป็น 5,000 มม. แทนค่าใด
C = 50 ยกกำลัง 2 / (16x5000)
C
= 0.03125 มม. เป็นต้น
::
การคำนวณความชัดลึกของภาพ ::
โดยปกติเมื่อเราปรับความชัดที่ตำแหน่งหนึ่งและมีการลด
ขนาดช่องร
ับแสงเพื่อให้เกิดความชัดลึก ความชัดด้านหลังระนาบความชัดจะเพิ่มขึ้น 2
เท่าของความชัดด้านหน้าเสมอ เช่นใช้เลนส์ 50 มม. ที่ระยะชัด 2 เมตร F16
ระยะชัดด้านหน้าจะเท่ากับ 1.5 เมตร ดานหลังเท่ากับ 3 เมตร
เราสามารถคำนวณหาระยะชัดและขนาดช่องรับแสงที่เหมาะสม
ระยะชัดด้านหน้าและด้านหลังได้โดยใช้สูตร 3 สูตรที่กล่าวมาข้างต้น
โดยต้องหาค่า Cicle of confusion ของเลนส์ที่ให้ได้เสียก่อน
(เลนส์ยี่ห้อเดียวกันจะมีค่า Circle of confusion เท่ากัน)
ตัวอย่างเช่น
ใช้เลนส์ขนาด 50 มม.ถ่ายภาพโดยมีวัตถุใกล้สุดที่ 3 เมตร ไกลสุด 5 เมตร
ต้องการให้คมชัดทั้งหมด ต้องปรับความชัดที่ระยะใด
และใช้ขนาดช่องรับแสงเท่าใด หากเลนส์ที่ใช้มีขนาด Circle of confusion
เท่ากับ 0.03 มม.
ใช้สูตร
ระยะ 1 ใน 3 เท่ากับ (2xD1xD2)/(D1+D2)
= (2x5x3) / (3+5) = 3.75 เมตร
ให้ปรับความชัดที่ระยะ 3.75 เมตร
ระยะ Hyperfocal = (2xD1xD2)/(D1-D2)
= (2x5x3) / (5-3) = 30/2 = 15 เมตร
ระยะ Hyperfocal = (ทางยาวโฟกัสยกกำลังสอง) / ขนาด Circle of confusion x
ขนาดช่องรับแสง 15000 = (50x50) / 0.03N= 2500/0.03N
N = 5.55 = 5.6
ใช้ช่องรับแสง 5.6
::
มีสูตรคำนวณช่วงความชัดลึกไว้ว่า ::
ช่วงความชัดลึก
= { 2 x ขนาดของ Circle of confusion x
(อัตราขยายภาพ+1)} / อัตราขยายภาพ ยกกำลัง
2
จะเห็นว่าช่วงความชัด
ลึกนั้นไม่ได้ขึ้นกับทางยาวโฟกัส
แต่ขึ้นกับอัตราขยายภาพ
เพราะแม้ว่าเลนส์ทางยาวโฟกัสสั้นจะให้ช่วงความชัดลึกมากกว่าเลน
ส์ทางยาวโฟกัสน้อยก็ตาม แต่เมื่อถ่ายภาพที่ระยะใกล้ขึ้น
เพื่อให้ภาพมีขนาดเท่าเดิม ความชัดลึกจะลดลงเช่นกัน
ทำให้ความชัดลึกไม่เปลี่ยนแปลงที่อัตราขยายภาพหรือขนาดของภา พเท่ากัน......
สำหรับการเลือกใช้ชัดลึกหรือชัดตื้นนั้น
ไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอน เช่นภาพบุคคลครึ่งตัว
โดยทั่วไปมักจะบอกให้ถ่ายภาพโดยใช้ชัดตื้น
แต่บางกรณีเราอาจจะต้องการภาพชัดลึกแทน
ภาพหมู่ที่ต้องการชัดลึกอาจจะใช้ชัดตื้นแล้วสวยกว่าก็ได้
ซึ่งควรจะพิจารณาเป็นภาพๆไปว่า ชัดลึกหรือชัดตื้นจะได้ภาพที่ดีกว่ากัน
การดูภาพและทดลองถ่ายภาพหลายๆแบบจะได้คำตอบที่แน่ชัดกว่า
ส่วนในบางครั้งเราก็ไม่สามารถควบคุมความชัดลึกได้ตามต้องการ
เช่นถ่ายภาพหมู่ที่ระยะ 20 เมตรด้วยเลนส์ 35
มม.ยังไงก็ไม่สามารถทำให้ภาพชัดตื้นได้แน่นอน หรือถ่ายภาพมาโคร
ที่อัตราขยาย 2:1 แล้วมีฉากหลังห่างไป 1 เมตร
แล้วต้องการให้ฉากหลังชัดด้วยก็คงทำม่ได้เช่นกัน
มีปัญหาที่หลายคนอาจจะสงสัย
และหลายคนเข้าใจผิดว่าเลนส์ปกติเมื่อนำมาต่อ Teleconverter หรือ Extension
Tube เพื่อถ่ายภาพระยะใกล้
ความชัดลึกจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือบางคนอาจจะรู้สึกว่าเลนส์ซูมม าโคร
ถ่ายภาพที่ 1:4 เมื่อเทียบกับเลนส์มาโครแท้ๆถ่ายภาพที่ 1:4 แล้ว
เลนส์มาโครจะมีความชัดลึกมากกว่า
ความจริงแล้วทั้งสองภาพนั้นมีความชัดลึกเท่าๆกัน แต่ความคมชัด
(Sharpness) ไม่เท่ากันแน่
เพราะเลนส์มาโครแท้ๆน่าจะแก้ความคลาดต่างๆได้มากกว่าเลนส์ซูม
จึงได้ภาพที่คมชัดมากกว่าเลนส์ซูม
จึงได้ภาพที่คมชัดกว่าเลนส์ซูมหรือใช้เลนส์มาโคร 50 มม.
แล้วจะได้ความชัดลึกมากกว่าเลนส์ 100 มม.มาโครที่ขนาดภาพเท่ากัน หรือเลนส์
300 มม.จะให้ความชัดลึกน้อยกว่าเลนส์ 100 มม.ที่ขนาดภาพเท่าๆกัน
ความจริงความชัดลึกยังคงเท่ากันตราบเท่าที่อัตราขยายภาพเท่ากัน แต่
Perspective นั้นไม่เท่ากัน จึงต้องแยกให้ออกว่าเป็นเรื่องของ Depth of
field หรือ Perspective ซึ่งทำให้ภาพดูดีขึ้น
บทความจาก
นิตยสาร Shutter Photography
ฉบับที่
9 ปีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543
ผู้เขียน
: เด็กช่างกลคนขยัน