September 05, 2010, 09:42:58 am
1035 Posts - 137 Topics - 3792 Members

Author Topic: การควบคุมความชัดลึก  (Read 1205 times)

Offline master

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 239
การควบคุมความชัดลึก
« on: January 04, 2010, 04:45:26 pm »
Dept of field 2

การควบคุมความชัดลึก
(Dept  Of  Field) ตอนที่ 2

 

   

:: สเกลเช็คระยะชัดลึก ::
         
               ที่ตัวกระบอกเลนส์ของเลนส์เดี่ยวหรือเลนส์ซูมแบบวง แหวนเดี่ยวมัก จะมีสเกลบอกระยะชัดลึกบอกเอาไว้    โดยการทำสเกลเป็นขีดๆด้านหน้าและหลังตำแหน่งบอกระยะชัดเอา ไว้ ซึ่งสเกลนี้จะมีสีเหมือนกับตัวเลขขนาดช่องรับแสงหรืออาจจะมีตัวเล ขช่องรับแสงกำกับเอาไว้    ซึ่งเราสามารถทราบระยะชัดด้านหน้าและหลังวัตถุที่เราปรับความช ัดได้โดยการดูจากสเกลนี้    เช่น ในภาพตัวอย่างจะมีสเกลบอกระยะชัดลึกเอาไว้ 3 ตำแหน่ง คือที่ f/11(สเกลใน), f/22    (สเกลกลาง) และ f/32 (สเกลนอก) ที่ระยะ 1 เมตร ที่ช่องรับแสง f/32 จะให้ภาพชัดจาก 0.8    ไป 1.5 เมตร เป็นต้น

 

 

:: การตรวจสอบช่วงความชัดด้วยปุ่มเช็คความชัดลึก ::
 

                เมื่อภาพที่ปรากฏในช่องมองภาพเปนภาพที่ขนาดช่องรับแสงกว้าง สุด แต่อาจจะถ่ายภาพที่ช่องรับแสงแคบกว่านั้นจะทราบได้อย่างไรว่าภ าพที่ได้นั้นจะมีช่วงความชัดเท่าใด    และชัดจากระยะใดบ้าง ในการตรวจสอบความลึกจะใช้ปุ่มเช็คความชัดลึกที่ตัวกล้องหรือตัว เลนส์    หรือสเกลเช็คความชัดลึกที่ตัวเลนส์ในการตรวจสอบ ซึ่งเลนส์แบบวงแหวนเดี่ยว เช่นเลนส์ทางยาวโฟกัสเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นแบบปรับความชัดด้วยมือ หรือปรับความชัดอัตโนมัติ มักจะมีสเกลเช็คความชัดลึกมาให้     รวมไปถึงเลนส์ซูมแบบวงแหวนเดี่ยว (วงแหวนปรับทางยาวโฟกัสกับวงแหวนปรับความชัดเป็นวงเดียวก ัน)    มักจะมีมาให้เช่นกัน แต่สำหรับเลนส์ซูมแบบ 2 วงแหวนจะไม่มีสเกลเช็คความชัดลึกมาให้ ต้องเช็คโดยการใช้ปุ่มเช็คความชัดลึกแทน    แต่ถ้าไม่มีปุ่มเช็คความชัดลึกจะไม่สามารถตรวจสอบความชัดลึกขอ งภาพได้เลย และไม่แนะนำให้ถอดเลนส์ออกจากเมาส์เพื่อให้ช่องรับแสงหรี่ลงเพ ื่อการเช็คความชัดลึก    เพราะสักวันเลนส์คงจะร่วงหล่นลงพื้นเป็นแน่แท้ ปุ่มเช็คความชัดลึกจะทำหน้าที่หรี่ช่องรับแสงลงมายังขนาด    F-Number ที่ได้ปรับตั้งเอาไว้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือภาพในช่องมองภาพจะมืดลงเพราะช่องรับแสงหร ี่ลงมา    ทำให้แสงที่ผ่านเลนส์มาลดลง แต่ในความมืดนั้นจะเห็นว่าภาพมีความชัดเพิ่มขึ้น การใช้ปุ่มเช็คความชัดลึกจะเหมาะในกรณีที่เราปรับความชัดที่ตำแ หน่งปรับความชัดและต้อง การควบคุมความชัดลึกของฉากหน้าหรือ ฉากหลังซึ่งมองเห็นภาพชัดเจนอยู่ในช่องมองภาพ

 

ขั้นตอนการใช้งานให้กระทำ ดังนี้

1.เปิดช่องรับแสงกว้างสุด

2.กดปุ่มเช็คความชัดลึก

3.เปลี่ยนขนาดช่องรับแสงให้แคบลงอย่างช้าๆเพื่อให้ตา สามารถปรับสภาพตามปริมาณแสงที่ลดลงได้

4.พยายามดูภาพว่าที่ขนาดช่องรับแสงที่ได้สามารถให้ช่ว งความชัดที่เราต้องการจากช่องมองภาพ

5.เปิดช่องรับแสงนั้นจะได้ช่วงความชัดของภาพตามที่ต้อ งการ

 

              มือใหม่ ส่วนมากจะใช้ปุ่มเช็คความชัดลึกไม่เป็น เพราะใช้เมื่อไรภาพในช่องมองภาพมืดลงทุกที    อย่าใส่ใจกับความมืดนั้นให้สังเกตวัตถุที่เราต้องการควบคุมความชัด ว่าชัดขึ้นมากน้อยขนาดไหน    ปุ่มเช็คความชัดลึกอาจจะไม่ให้ผลเที่ยงตรง 100%  อันเป็นเพราะสายตาของเรามีกำลังแยกขยายต่ำ    ไม่สามารถแยกความชัดที่ละเอียดมากๆได้ ความไม่คมชัดของช่อมมองภาพและการมองภาพไม่ชัดเจนจากควา มมืดของช่องมองภาพ    จึงต้องมีการใช้ร่วมกับสเกลเช็คความชัดลึก

   

[ไฟล์แนบถูกลบโดยผู้ดำเนินการ]
« Last Edit: January 08, 2010, 04:42:16 pm by master »

Offline master

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 239
Re: การควบคุมความชัดลึก
« Reply #1 on: January 06, 2010, 02:06:46 pm »
Dept of field 2

:: การใช้สเกลเช็คความชัดลึก ::


              
การใช้สเกลเช็คความ ชัดลึกที่กระบอกเลนส์เหมาะสำหรับการคว บคุมความชัดลึกที่ต้องการความแม่นยำสูงมากๆวิธีการใช้งานมีห ลายแบบ แต่ที่จะแนะนำคือ


1.
ปรับความชัดหน้าสุดที่ต้องการให้ชัด จำตำแหน่งระยะเอา ไว้

2. ปรับความชัดที่วัตถุไกลสุดที่ต้องการให้ชัด จำตำแหน่งระยะเอา ไว้

3. ปรับความชัดไปที่จุดสนใจ จากนั้นดูว่าช่องสเกลช่องไหนรับแสงไหนที่ครอบ คลุม ช่วงความชัดด้านหน้าและหลังที่เราต้องการ

4. ปรับช่องรับแสงตามนั้น

 

:: หรืออาจจะใช้กฏหนึ่งในสามเข้ามาใช้งานได้คือ ::


1. ปรับความชัดวัตถุหน้าสุดที่ต้องการให้ชัด จำตำแหน่งระยะเอา ไว้


2. ปรับความชัดที่วัตถุไกลสุดที่ต้องการให้ชัด จำตำแหน่งระยะเอาไว้


3. ปรับความชัดไปที่ตำแหน่งระหว่างจุดใกล้สุดกับไกลสุดตำแ หน่งนั้นคือระยะหนึ่งในสาม แล้วดูว่าขนาดช่องรับแสงใดครอบคลุมด้านหน้าและหลังที่เร าต้องการ สเกลปรับความชัดมักจะใช้ร่วมกับปุ่มปรับความชัด โดยการใช้งานจะใช้สเกลปรับความชัดเพื่อหาตำแหน่งของ ระยะชัด และขนาดรูรับแสงที่ต้องใช้ จากนั้นจึงใช้ปุ่มเช็คความชัดลึกตรวจสอบความชัดว่าได้จร ิงหรือไม่ อย่าลืมว่าสเกลชัดลึกได้มาจากการคำนวณ ซึ่งมีค่าของ Circle of confusion เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นสเกลบอกว่าภาพจะชัด แต่กล้อง A และ B อาจจะให้ภาพที่ชัดไม่เท่ากันก้ได้ จึงต้องตรวจสอบด้วยปุ่มเช็คความชัดลึกเพ่อยืนยันความชัด ลึกอีกครั้ง แม้ว่าจอรับภาพ (Focussing Screen) ของกล้องต่างรุ่นต่างยี่ห้อจะให้ภาพที่มีความชัดลึกที่ปรากฏ ต่อสายตาไม่เท่ากันก็ตาม



:: กฏหนึ่งในสาม ::

 

                หากพิจารณาช่วงความชัดด้านหน้า ด้านหลังของจุดปรับความชัดจะพบว่าระยะชัดด้านหลังจะมีขนาด เป็น 2 เท่าของระยะชัดด้านหน้าเสมอ เช่น ปรับความชัดที่วัตถุ 10 เมตร จุดชัดด้านหน้าอยู่ที่ 5 เมตร ช่วงความชัดด้านหน้าจะมีค่าเท่ากับ10-5 = 5 เมตร จุดชัดด้านหลังจะเท่ากับ 10+(5x2) = เมตร

                หากต้องการให้ภาพมีความชัดลึกมากที่สุดดดยใช้รูรับแสงกว้างท ี่สุดที่เป็นไปได้ ให้ปรับความชัดที่ระยะหนึ่งในสามนี้แล้วหรี่รูรับแสงลงเพื่อให้ควา มชัดลึกครอบคลุมด้านหน้าและด้านหลัง

 

:: สามารถหาระยะ 1 ใน 3  โดยการใช้วิธีคำนวณโดย ::


ระยะโฟกัส = (2xD1xD2)/(D1+D2)


โดยที่  D1 คือ ระยะวัตถุด้านหลังสุดที่ต้องการให้ภาพชัด

         D2 คือ ระยะวัตถุหน้าสุดที่ต้องการให้ภาพ ชัด


เช่น ระยะโฟกัสใกล้สุด 3 เมตร ไกลสุด 10 เมตร ตำแหน่ง 1 ใน 3 อยู่ที่ (2x10x3)/(10+3)= 4.61 เมตร เป็นต้น

 


:: ระยะ ::

 

                ระยะ Hyperfocal เป็นค่าที่สามารถนำมาใช้ใน การควบคุมความชัดลึกได้เป็นอย่างดี  Hyperfocal distance มี 2 ความหมายด้วยกัน คือ


1. ระยะใกล้ที่สุดที่ภาพชัดเมื่อปรับความชัดที่ไกลสุดสายตา


2. ระยะชัดใกล้ที่สุดซึ่งเมื่อเราปรับความชัดที่ระยะนี้แล้วจะทำให้ภาพพ ชัดถึงระยะไกลสุดสายตา


               ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ เราจะสามารถทำให้ภาพมีความชัดลึกสูงสุดได้โดยการปรับความชัด ที่ระยะHyperfocal distance  นี้ เราสามารถคำนวณหาระยะ Hyperfocal ได้ดดยการใช้สูตรคำนวณ

ระยะ Hyperfocal = (F ยกกำลัง 2) / CN


F  คือ ทางยาวโฟกัสของเลนส์

C  คือ ขนาดของ Circle of confusion

N  คือ ตัวเลขขนาดช่องรับแสง


หรือใช้สูตร
 

ระยะ Hyperfocal = (2xD1xD2)/(D1-D2)

โดยที่  D1 คือ ระยะวัตถุด้านหลังสุดที่ต้องการให้ภาพชัด

         D2 คือ ระยะวัตถุหน้าสุดที่ต้องการให้ภาพ ชัด


Offline master

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 239
Re: การควบคุมความชัดลึก
« Reply #2 on: January 06, 2010, 02:33:39 pm »
Dept of field 2

:: การหาค่า Circle of confusion ของเลนส์ ::
 

                หากต้องการควบคุมความชัดลึกแต่ไม่มีปุ่ม เช็คความชัดลึกและสเกล เช็คความชัดลึก ซึ่งคงเป็นได้ยากสำหรับกล้องในระดับมืออาชีพ แต่เป็นเรื่องรรมดาของกล้องมือสมัครเล่นราคาประหยัด เราสามารถใช้การคำนวณหาระยะชัดและช่วงความชัดของเลนส์ที่ระ ยะชัดและขนาดช่องรับแสงต่างๆไดโดยใช้วิธีการคำนวณ ซึ่งต้องมีการนำค่าของ Circle of confusion ( C ) มเข้ามาคำนวณด้วย ซึ่งผู้ผลิตเลนส์น้อยรายนักที่จะแจ้งว่าใช้ค่า circle  of confusion เท่าใดในการคำนวณ แต่เราสามารถคำนวณหาค่า C ได้โดยใช้สูตร


              C =  ทางยาวโฟกัสยกกำลัง 2 / (ขนาดช่องรับแสง x ระยะ  hyperfocal )


              โดยใช้ข้อมูลจากคู่มือเลนส์ซึ่งจะมีตารางแสดงความชัดลึกที่ ระยะชัด และขนาดช่องรับแสงต่างๆรวมถึงมีค่า Hyperfocal ที่ขนาดช่องรับแสงต่างๆมาอีกด้วย เช่น เลนส์ 50 มม. ที่ขนาดช่องรับแสง f/6 ระยะ  hyperfocal เท่ากับ 5 เมตร ค่า C จะเท่ากับเท่าใด


             การคำนวณต้องใช้หน่วยระยะเดียวกัน 5 เมตรจะเป็น 5,000 มม. แทนค่าใด


C = 50 ยกกำลัง 2 / (16x5000)

C = 0.03125 มม. เป็นต้น

 

 

:: การคำนวณความชัดลึกของภาพ ::
 

               โดยปกติเมื่อเราปรับความชัดที่ตำแหน่งหนึ่งและมีการลด ขนาดช่องร ับแสงเพื่อให้เกิดความชัดลึก ความชัดด้านหลังระนาบความชัดจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าของความชัดด้านหน้าเสมอ เช่นใช้เลนส์ 50 มม. ที่ระยะชัด 2 เมตร F16 ระยะชัดด้านหน้าจะเท่ากับ 1.5 เมตร ดานหลังเท่ากับ 3 เมตร


              เราสามารถคำนวณหาระยะชัดและขนาดช่องรับแสงที่เหมาะสม ระยะชัดด้านหน้าและด้านหลังได้โดยใช้สูตร 3 สูตรที่กล่าวมาข้างต้น โดยต้องหาค่า Cicle of confusion ของเลนส์ที่ให้ได้เสียก่อน (เลนส์ยี่ห้อเดียวกันจะมีค่า Circle of confusion เท่ากัน)


              ตัวอย่างเช่น ใช้เลนส์ขนาด 50 มม.ถ่ายภาพโดยมีวัตถุใกล้สุดที่ 3 เมตร ไกลสุด 5 เมตร ต้องการให้คมชัดทั้งหมด ต้องปรับความชัดที่ระยะใด และใช้ขนาดช่องรับแสงเท่าใด หากเลนส์ที่ใช้มีขนาด Circle of confusion เท่ากับ 0.03 มม.

 

ใช้สูตร

ระยะ 1 ใน 3 เท่ากับ (2xD1xD2)/(D1+D2)

= (2x5x3) / (3+5) = 3.75 เมตร

ให้ปรับความชัดที่ระยะ 3.75 เมตร

ระยะ  Hyperfocal = (2xD1xD2)/(D1-D2)

= (2x5x3) / (5-3) = 30/2 = 15 เมตร

ระยะ Hyperfocal = (ทางยาวโฟกัสยกกำลังสอง) / ขนาด Circle of confusion x ขนาดช่องรับแสง 15000 = (50x50) / 0.03N= 2500/0.03N

N = 5.55 = 5.6

ใช้ช่องรับแสง 5.6

 

:: มีสูตรคำนวณช่วงความชัดลึกไว้ว่า ::

 

              ช่วงความชัดลึก = { 2 x ขนาดของ Circle of confusion x (อัตราขยายภาพ+1)} / อัตราขยายภาพ ยกกำลัง 2


              
จะเห็นว่าช่วงความชัด ลึกนั้นไม่ได้ขึ้นกับทางยาวโฟกัส แต่ขึ้นกับอัตราขยายภาพ เพราะแม้ว่าเลนส์ทางยาวโฟกัสสั้นจะให้ช่วงความชัดลึกมากกว่าเลน ส์ทางยาวโฟกัสน้อยก็ตาม แต่เมื่อถ่ายภาพที่ระยะใกล้ขึ้น เพื่อให้ภาพมีขนาดเท่าเดิม ความชัดลึกจะลดลงเช่นกัน ทำให้ความชัดลึกไม่เปลี่ยนแปลงที่อัตราขยายภาพหรือขนาดของภา พเท่ากัน......

             สำหรับการเลือกใช้ชัดลึกหรือชัดตื้นนั้น ไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอน เช่นภาพบุคคลครึ่งตัว โดยทั่วไปมักจะบอกให้ถ่ายภาพโดยใช้ชัดตื้น แต่บางกรณีเราอาจจะต้องการภาพชัดลึกแทน  ภาพหมู่ที่ต้องการชัดลึกอาจจะใช้ชัดตื้นแล้วสวยกว่าก็ได้ ซึ่งควรจะพิจารณาเป็นภาพๆไปว่า ชัดลึกหรือชัดตื้นจะได้ภาพที่ดีกว่ากัน การดูภาพและทดลองถ่ายภาพหลายๆแบบจะได้คำตอบที่แน่ชัดกว่า ส่วนในบางครั้งเราก็ไม่สามารถควบคุมความชัดลึกได้ตามต้องการ เช่นถ่ายภาพหมู่ที่ระยะ 20 เมตรด้วยเลนส์ 35 มม.ยังไงก็ไม่สามารถทำให้ภาพชัดตื้นได้แน่นอน หรือถ่ายภาพมาโคร ที่อัตราขยาย 2:1 แล้วมีฉากหลังห่างไป 1 เมตร แล้วต้องการให้ฉากหลังชัดด้วยก็คงทำม่ได้เช่นกัน

 

 

             มีปัญหาที่หลายคนอาจจะสงสัย และหลายคนเข้าใจผิดว่าเลนส์ปกติเมื่อนำมาต่อ Teleconverter หรือ Extension Tube เพื่อถ่ายภาพระยะใกล้ ความชัดลึกจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือบางคนอาจจะรู้สึกว่าเลนส์ซูมม าโคร ถ่ายภาพที่ 1:4 เมื่อเทียบกับเลนส์มาโครแท้ๆถ่ายภาพที่ 1:4 แล้ว เลนส์มาโครจะมีความชัดลึกมากกว่า  ความจริงแล้วทั้งสองภาพนั้นมีความชัดลึกเท่าๆกัน แต่ความคมชัด (Sharpness) ไม่เท่ากันแน่ เพราะเลนส์มาโครแท้ๆน่าจะแก้ความคลาดต่างๆได้มากกว่าเลนส์ซูม จึงได้ภาพที่คมชัดมากกว่าเลนส์ซูม จึงได้ภาพที่คมชัดกว่าเลนส์ซูมหรือใช้เลนส์มาโคร 50 มม. แล้วจะได้ความชัดลึกมากกว่าเลนส์ 100 มม.มาโครที่ขนาดภาพเท่ากัน หรือเลนส์ 300 มม.จะให้ความชัดลึกน้อยกว่าเลนส์ 100 มม.ที่ขนาดภาพเท่าๆกัน ความจริงความชัดลึกยังคงเท่ากันตราบเท่าที่อัตราขยายภาพเท่ากัน แต่ Perspective นั้นไม่เท่ากัน จึงต้องแยกให้ออกว่าเป็นเรื่องของ Depth of field หรือ Perspective ซึ่งทำให้ภาพดูดีขึ้น

บทความจาก นิตยสาร Shutter Photography

ฉบับที่ 9 ปีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543

ผู้เขียน : เด็กช่างกลคนขยัน


 


Powered by EzPortal