September 05, 2010, 10:12:49 am
1035 Posts - 137 Topics - 3792 Members

Author Topic: หยวนหยางและกุ้ยโจว (จีน)  (Read 608 times)

Offline master

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 239
Home

หยวนหยางมหัศจรรย์แห่งยูนนาน

 

                   นับเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่งที่แผ่นดินแห่งนี้จะมีสถานที่งดงามน่ามหัศจรรย์ได้มากถึงเพียงนี้    เพราะเมื่อสิบปีที่แล้วเราพบว่ามณฑลยูนนานไม่เพียงมีสวนหินและเมืองมรดกโลกลี่เจียงเท่านั้น    ดินแดนทางตอนเหนือที่ติดต่อกับทิเบตยังงดงามราวสวรรค์บนดินจนได้รับสมญานามว่าแชงกรี-ลา    จนมาถึงปีสองปีที่แล้วก็มีคำร่ำลือถึงผืนนาขั้นบันไดอันยิ่งใหญ่ไพศาลบนขุนเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองคุนหมิง    ทำให้เราต้องหาโอกาสไปพิสูจน์ด้วยสายตาตัวเองเมื่อต้นปีนี้เอง และพบว่าขั้นบันไดที่หยวนหยางแห่งนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกอีกแห่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การไปชมให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

:: เมืองโบราณและบ้านตระกูลซู ::

 

                   การเดินทางของเราเริ่มที่คุนหมิง นครหลวงของมณฑลยูนนานบ่ายหน้าไปทางทิศใต้ใช้เวลาราวสามช ั่วโมง    บนทางหลวงที่ดีเกินความคาดหมาย ต่างกับหลายปีก่อนที่นักเดินทางต่างต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับการเด ินทางในเมืองจีนกันเป็นพิเศษเมื่อเรามาถึงเมืองและที่พักเราก็พบว่าก ำลังเดินทางย้อนยุคไปในรอยต่อของความเจริญกับชุมชนชนบทโบร าณของเมืองเจี้ยนสุ่ย    (Jianshui) ซึ่งยังมีประตูเมืองเก่าตั้งตระหง่านบนถนนสายหลัก และเมื่อรถบัสเล็กของเราเลี้ยงซอกแซกเข้าไปในซอยเล็กแล้วไปจอ ดในกำแพงบ้านที่แตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

 

                   “ที่นี่คือสวนของตระกูลซู เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์เปิดให้เยี่ยมชมและเป็นโรงแรมที่พักของเราในคืน นี้ด้วย”        วันชัย ไกด์ของเราบอกเล่าให้เข้าใจต่อจากข้อมูลที่เล่าให้ฟังถึงความเก่าแก ่ของเมืองเจี้ยนสุ่ย    ซึ่งเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เก่าแก่ของมณฑลยูนน าน เมืองนี้เดิมชื่อเมืองหลินอาง    มีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางการเมือง การค้าและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์ถัง    เมืองนี้ถึงกับได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักปราชญ์ ด้วยมีผู้สอบได้จอหงวนกันอย่างมากมายและถ้าจะดูความรุ่งเรืองด้า นศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวเมืองนี้    ก็คงจะดูได้จากสวนของตระกูลซู (Garden of Zhu Family) แห่งนี้นี่เอง

 

              

                   บ้านตระกูลซูเป็นอาคารทรงจีนเชื่อมโยงกันราว 5,000 ตารางเมตร สร้างบนพื้นที่กว้างขวางถึง    20,000 ตารางเมตร ในสมัยราชวงค์ชิง เจ้าของบ้านคือคหบดีนาม Zhu Weiqing เหตุที่เรียกว่าสวนของตระกูลซูก็เนื่องด้วยในบ้านจะมีสระบัว    ลานบ้านเป็นสวนดอกไม้ อาคารส่วนต่างๆมีทั้งห้องโถง หอศิลปะ ห้องเย็บปักถักร้อย โรงละคร    ห้องบูชาบรรพชน และอื่นๆแต่ละห้องส่วนใหญ่จะมีประตูบานเฟี้ยมแกะสลักเป็นลายฉลุอย่างงดงาม    กล่าวกันว่าในอดีตตระกูลซูมักจะเชื้อเชิญบรรดาจอหงวนมาพบปะสังสรรค์จิบน้ำชาและดื่มสุราพูดคุยกันเรื่องการเมืองและบทกวีท่ามกลาง แสงจันทร์ที่สาดส่อง     ในยามค่ำคืนจะเชิญศิลปินมาขับร้องบรรเลงเพลงและร่ายรำที่โรงละครในบ้าน ทุกวันนี้อาคารบางส่วนของสวนตระกูลซูถูกดัดแปลงเป็นโรงแรม    มีห้องพัก ห้องน้ำทันสมัย เตียงเป็นตั่ง ตกแต่งแบบจีนโบราณ แม้จะไม่หรูหราแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายย้อนยุคแถมในตู้ยังมีเสื้อคลุมจีนแบบโบราณไว้ให้แขกผู้มาพักสวมใส่เข้ากับบรรยากาศของการพัก ในบ้านโบราณของตระกูลซู

 

                   ยิ่งกว่านั้นคือหลังอาหารค่ำเรามีนัดจะออกไปชมการแสดงที่โรงละครในซอยหลังบ้านนี่เอง    ภายในเป็นห้องโถงมีเวทียกพื้นอยู่ตรงกลางห้อง ผู้ชมแถวหน้านั่งเก้าอี้จิบน้ำชาและของขบเคี้ยวต่างๆให้ความรู้สึกเหมือนชมการแสดงในบ้าน    ซึ่งมีทั้งการขับร้องและการเต้นรำพื้นเมืองต่างๆทำให้ผู้มาเยือนได้ย้อนกลับมาสู่บรรยากาศเก่าๆของเมืองเจี้ยนสุ่ย

 

:: ทุ่งดอกมัสตาร์ดและน้ำตกเก้ามังกร ::

 

                   เส้นทางท่องเที่ยวสายนี้เป็นที่รู้จักกันดีหลายปีแล้ว และถือว่าเป็นน้ำตกสายใหญ่อยู่ชายแดนที่ใกล้กับมณฑลกุ้ยโจว    ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการมาเยือนควรเป็นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม เพราะดอกมัสตาร์ดหรือดอกอิ๊วไช่ฮัวสีเหลืองอร่ามจะบานสะพรั่งตลอดสองข้างทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองโหลวผิง    (Luoping) ซึ่งเราเดินทางไปพักครั้งนี้จะมีจุดชมวิวที่ภูเขาไก่ทองซึ่งตั้งอยู่ริมถนนนอกเมืองออกไปราว    2 กิโลเมตร บริเวณนี้จะมีเนินเขาน้อยใหญ่รูปทรงแปลกๆผุดขึ้นกลางท้องทุ่งนาที่ปลูกดอกมัสตาร์ดมากมายสุดสายตา    ควรมาชมในเวลาเย็นจะได้เห็นทุ่งดอกไม้เป็นสีทองอร่าม

                   ขณะเดียวกันคนเลี้ยงผึ้งจากทั่วประเทศต่างก็มุ่งหน้ามายังโหลวผิงเพื่อนำรังผึ้งซึ่งเป็นลังไม้มาเลี้ยงบริเวณนี้

เพื่อให้ผึ้งได้ดูดกินน้ำหวานของเกสรดอกมัสตาร์ด พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งขายให้กับนักท่องเที่ยวด้วย    แต่ถ้ามาช่วงที่ไม่มีดอกมัสตาร์ดก็น่าจะมาชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าท่ามกลางสายหมอกที่ปกคลุมทุ่งหญ้าและเนินเขาน้อยใหญ่

                   ต่อจากการชมทิวทัศน์ภูเขาไก่ทองก็มุ่งหน้าไปน้ำตกเก้ามังกร (Jiulong)    สายน้ำตกใหญ่แห่งมณฑลยูนนาน ซึ่งห่างจากโหลวผิงราว 22 กิโลเมตร การเข้าไปชมน้ำตกสะดวกสบายมากโดยการขึ้นเคเบิลคาร์ไปยังจุดชมวิวซึ่งจะมองเห็นแม่น้ำเก้ามังกรตลอดทั้งสายที่ยาว    4 กิโลเมตร แล้วค่อยเดินลงไปชมน้ำตกชั้นต่างๆซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ชั้น แต่ละชั้นก็แตกต่างกันออกไป    มีชั้นที่ใหญ่ที่สุดอยู่ 2 ชั้น ชั้นแรกสูงราว  56 เมตร และกว้างถึง 112 เมตร น้ำตกชั้นนี้มีชื่อเรียกว่า     Sacred Dragon ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำกว้างใหญ่สีเขียวมรกต ชาวบ้านจึงทำแพไม้ไผ่ไว้นำนักท่องเที่ยวถ่อเข้าไปยังสายน้ำตกได้    ส่วนน้ำตกอีกสายหนึ่งเป็นสายน้ำสองเส้นคู่กันเรียกว่าน้ำตกคู่รัก (Lover) อยู่ด้านบนสุด    สำหรับชั้นล่างสุดซึ่งมีทางเดินข้ามสายน้ำกลับออกไปยังที่จอดรถจะมองเห็นน้ำตกชั้น Sacred    Dragon และน้ำตกชั้นที่คั่นกลางเป็นภาพพานอรามาที่งดงามมากที่สุดอีกจุดหนึ่ง ก็เป็นอันว่าได้ชมน้ำตกเก้ามังกรกันโดยครบถ้วน

 

 

:: มหัศจรรย์นาขั้นบันไดหยวนหยาง ::

 

                   เพียงคำกล่าวขานถึงนาขั้นบันไดที่หยวนหยางพร้อมกับภาพอันน่าทึ่ง ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อ    2-3 ปีที่แล้ว ทำให้เราติดตามสอบถามข้อมูลจนรู้แน่ว่าช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการมาช มนาขั้นบันไดคือเวลาที่ชาวนาปล่อยน้ำเข้านาเต็มที่ตั้งแต่เดือนธันวา ไปจนถึงเดือนมีนาคม    เมื่อแสงสาดส่องลงมาทั้งในยามอาทิตย์ขึ้นและตกจะทำให้นาขั้นบัน ไดงดงามยิ่งขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงวางแผนที่จะเดินทางมาหยวนหยางในช่วงต้นมีนาคม    หยวนหยางตั้งแต่อยู่บนเทือกเขาอ้ายลาว (Ailao) ส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาหยุนหลิง (Yunling)    ซึ่งมียอดสูงถึง 3,165 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยอดเขาสูงนี่เองที่ทำให้ฝนตกชุก ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดสายน้ำลำธารมากมายในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไ ม้ร่วงอากาศจะหนาวเย็นและปกคลุมด้วยสายหมอก

                   บนเทือกเขาอ้ายลาวนี้มีชนเผ่าอาศัยอยู่มากมาย นับจากชาวไตที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์    ชาวเย้าที่ชอบอยู่ในหุบเขามักปลูกผลไม้และสมุนไพร ส่วนชาวแม้วขึ้นมาอยู่บนภูเขา เช่นเดียวกับชาวหยีและชาวฮาหนีที่อพยพมาอยู่บนภูเขาอีกด้านหนึ่ง    ย้อนหลังไปในสมัยที่บรรพบุรุษชาวฮาหนีเข้ามาบุกเบิกทำนาในพื้นท ี่นี้ตั้งแต่สมัยราชวงค์ถังเป็นเวลามากกว่า    1,200 ปีมาแล้วที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปในการบุกเบิกการขึ้นไปทำ นาบนภูเขา โดยขุดสร้างร่องระบายน้ำบนภูเขานับได้เกือบ    5,000 สาย ทดน้ำจากป่าไม้บนยอดเขาลงมาหล่อเลี้ยงที่นาราว 170,000 ไร่ เกษตรกรชาวฮาหนีกว่า    30,000 คน อาศัยภูมิปัญญาและความอุตสาหะที่สืบทอดจากบรรพบุรุษกันมาหล ายชั่วคนจากนาผืนเล็กผืนน้อยก็ต่อกันเป็นผืนใหญ่    ครอบคลุมจากเชิงเขาขึ้นไปถึงยอดเขาสร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้เช ี่ยวชาญด้านการเกษตรจากทั่วโลกที่เข้ามาดูงานด้วยมันเป็นผลงานท ี่ผสมผสานการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนนาขั้น บันไดของชาวฮาหนีที่หยวนหยางกลายเป็นภูมิทัศน์งดงามยิ่งใหญ่ตร ะการตา    ทั้งยังถือได้ว่าเป็นนาขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังอยู่ระหว่างการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรร มด้วย

 

                   เมื่อเดินทางมายังเมืองเก่าหยวนหยางหรือ Xinje ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาจะพบว่าจุดที่สามารถมองเห็นนาขั้นบันไดอันกว้า งใหญ่ไพศาลนั้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมือง    ครอบคลุมเนินสูงอันสลับซับซ้อนตั้งแต่ระดับ 144 เมตรสูงขึ้นไปถึง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง    ดังนั้นพวกเราจึงมาพักแรมที่หยวนหยางเก่าเพื่อจะเดินทางไปชมนาข ั้นบันไดได้โดยสะดวกกว่าที่เมืองใหม่    ณ เชิงเขาด้านล่าง

                   บรรยากาศในเมืองเก่านี้คึกคักในยามเช้า ย่านประตูเมืองเก่ามีประตูลงไปยังตลาดที่ชาวฮาหนีแต่งกายแบบพื้น บ้าน    แบกตระกร้ามาจับจ่ายใช้สอย มองจากภายนอกแล้วชาวฮาหนีแต่งตัวคล้ายกับแม้วบ้านเรามากทีเด ียว    บรรยากาศในตลาดมีร้านขายก๋วยเตี๋ยว เต้าหู้ย่าง ปาท่องโก๋ตัวใหญ่ๆยาวๆรับประทานกับน้ำเต้าหู้    บ้างก็มีขนมคล้ายแป้งจี่ทำเป็นแผ่นกลมๆแบนๆย่างในกระทะร้อนๆส่ว นผลไม้ที่ออกมากในช่วงเวลานี้มีส้มรสชาตหวานอมเปรี้ยว    เมื่อเราเดินทางมาเข้าเมืองหยวนหยางก็ต้องลองรับประทานอาหารพ ื้นบ้านกันอีกสักหน่อยผลก็คือหลังถ่ายภาพตลาดออกมาแล้วมือและ ปากมันแผล่บ

                  จากจุดชมนาขั้นบันไดจุดหลักอีกแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะที่จะชมพระอาทิต ย์ตกในยามเย็นเรียกกันว่า    เหลา ฮู ซุ่ย(Lao Hu Shui) บ้างก็เรียกว่านาปากเสือ ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองหยวนหยางเก่าราว    23 กิโลเมตร เมื่อรถแล่นเข้าไปใกล้จะเริ่มเห็นนาขั้นบันไดอยู่ข้างทางซึ่งเป็นไหล่เ ขาลาดลงไป    จนรถแล่นผ่านจุดชมวิวที่สร้างลานล้อมรั้วเป็นแนวยาวไปจนถึงลานจ อดรถก็เป็นอันว่าใช่จุดชมวิวแห่งนี้    ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและช่างภาพอย่างมาก จนทางการให้สัมปทานเอกชนสร้างสิ่งอำนวยวามสะดวกบนเนินเขาพ ร้อมทั้งเก็บค่าเข้าไปในลานซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามใน หุบเขาของท้องนาราว    3,000ไร่ เต็มไปด้วยเส้นสายและลวดลายราวกับงูนับพันนับหมื่นกำลังเลื้อยไห ลอยู่ในสายน้ำที่ส่องประกายสะท้อนแสงระยิบระยับทว่านั่นก็เป็นจุด ที่อยู่สูงและห่างไกลมาก    เราจึงกลับมาสู่จุดชมวิวนี้อีกครั้งเพื่อจะเดินลงไปตามทางในหมู่บ้านบ ริเวณลานจอดรถซึ่งต่ำลงไปอีกราว    500 เมตร ขาลงไม่กระไร ขากลับเหนื่อยหน่อยแต่มีเด็กผู้หญิงชาวฮาหนีมาอาสารับจ้างแบกกร ะเป๋ากันมากมายแถมยังบริการหาจุดให้นั่งเฝ้ารอแสงอาทิตย์อัสดงเป ็นอย่างดีก็ถือว่าทั้งสองแห่งคือจุดชมวิวด้านบน    และจุดด้านล่างที่น่ามาถ่ายภาพทั้งสองจุด สองวัน เลยทีเดียว

 

                   ภาพนาปากเสือปรากฏชัดเจนขึ้น มองไปมองมากลับคล้ายม้าลายมากกว่า    ทว่ากองทัพงูยังเลื้อยไปเลื้อยมาในหุบผานาขั้นบันได สิ่งที่เรายังติดค้างอยู่ก็มีเพียงแสงอาทิตย์ที่ลับหายไปก่อนจะสร้างสีสันงดงาม    แต่เรายังมีความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ที่จุดชมพระอาทิตย์สำคัญอีกแห่งหนึ่งของหยวนหยาง

                   จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามที่สุดอีกจุดหนึ่งคือ ตัว อี่ ชู (Duo    Yi Shu) ต้องนั่งรถออกไปจากที่พักอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงช่วงเดือนมีนาคมพระอาทิตย์จะขึ้นประมาณตีห้า    เร็วกว่าช่วงฤดูหนาวเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ซึ่งพระอาทิตย์ขึ้นราวหกโมงเช้า แต่สำหรับช่างภาพแล้วยิ่งต้องไปถึงเช้ากว่านั้น    คือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นราว 15 นาที ด้วยจะเป็นช่วงที่แสงสีจะปรากฏอย่างสวยงาม

                   ทว่าเช้าวันนั้นเกิดเหตุการณ์ลุ้นระทึกด้วยโรงแรมปลุกสายแถมช่วงนี้ถนนจะปิดซ่อมเป็นบางเวลา    รถทัวร์แทบทุกคันต่างมุ่งหน้าไปยังที่ปากทางเข้าและวิ่งแข่งกันจนฝุ่นตลบ แต่เราก็ไปถึงจุดชมวิวขณะที่ฟ้ายังมืดอยู่    จึงต้องใช้ไฟฉายส่องหาทางลงเพราะจุดชมวิวเป็นเนินลาดลง และจุดชมวิวด้านบนก็เต็มไปด้วยช่างภาพที่มาตั้งขากล้องอยู่ก่อนแล้ว    เราจึงขยับลงไปด้านล่างซึ่งขณะนั้นยังสร้างลานชมวิวไม่เสร็จคาดว่าปลายปีนี้ทุกอย่างคงเรียบร้อย

                    ตั้งกล้องเสร็จก็พอดีแสงก็เริ่มออกสีเรื่อเรือง ภาพในหุบเขาแนวพานอรามาก็ปรากฏขึ้นทีละน้อย    ผืนนาถึง 6,000 ไร่ในหุบเขามีเส้นสายคันนาอันโค้งไปโค้งมากับเสงสีที่ส่องกระทบแผ่นน้ำเปรียบเสมือนกระจกเงา    สร้างภาพวิจตรเกินคำพรรณนาเหนือกว่าทุดภาพที่เราเคยเห็นมาก่อน นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งใหม่    ซึ่งชาวฮาหนีได้เนรมิตรให้ควรค่าแก่การเดินทางมาชมสักครั้งหนึ่งในชีวิตเป็นอย่างน้อย

                   ช่วงเวลานั้นทุกสายตาเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของแสงที่เปลี่ยนจากสีชมพู    แดง จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นสูง และสาดแสงสว่างจ้าลงสะท้อนผิวน้ำหรือแผ่นกระจกนับพันนับหมื่นแผ่นจนเกิดแสงสีขาวที่น่าอัศจรรย์     บรรดาช่างภาพจีนเรียกกันว่า Buddha Light ช่างภาพที่ยังยืนหยัดคอยอย่างยาวนานก็ยังบันทึกภาพต่อไปไม่หยุดยั้ง    และถ้ามีเวลาตลอดทั้งวันก็สามารถลงไปเที่ยวชมหมู่บ้านชาวฮาหนีด้านล่างที่สร้างด้วยดินซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้

                   มุมถ่ายภาพนาขั้นบันไดหยวนหยางนั้นยังมีอีกตั้งมากมายโดยเฉพาะการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นในแต่ละวันก็จะไม่เหมือนกันแปรเปลี่ยนไ ปตามสภาพภูมิอากาศ    ในความรู้สึกของช่างภาพหยวนหยางเสมือนเมกกะของการถ่ายภาพทิวทัศน์ที่งดงามได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

ที่มา : คุณดวงดาว   สุวรรณรังษี

         นิตยสาร Nature Explorer

         ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 ตุลาคม-พฤศจิกายน 2552

 

   yuanyang
   yuanyang
   yuanyang
   yuanyang
   yuanyang
   yuanyang
   yuanyang
   yuanyang


[ไฟล์แนบถูกลบโดยผู้ดำเนินการ]
« Last Edit: August 19, 2010, 10:31:24 am by master »

Offline master

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 239
หยวนหยางและกุ้ยโจว (จีน)
« Reply #1 on: March 10, 2010, 09:37:43 am »
Home

กุ้ยโจว...ภูมิทัศน์มหัศจรรย์

 

                   “บนขุนภูมีวัฒนธรรม ทิวทัศน์งามใต้ปฐพี ท่องไปในดินแดนภูมิทัศน์หินปูน-มหัศจรรย์ธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งของจีน”

 

:: ตื่นตากับทุ่งดอกผักน้ำมัน-โหยวไช่ฮวาแห่งหลัวผิง ::

 

                   หลัวผิงเป็นอำเภอที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกผักน้ำมัน-โหยวไช่ฮวา    หรือรู้จักกันดีในอีกนามหนึ่งว่า Rape Seed มากที่สุดของจีน มีพื้นที่เพาะปลุกมากถึง    2 แสนหมู่หรือกว่า 8 หมื่นไร่ ทุกๆปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ดอกโหยวไช่ฮวาจะพร้อมใจบานเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง    โดยจะเริ่มบานในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ หลังเทศกาลตรุษจีน จนได้รับสมญานามว่า “หลัวผิง-ทะเลแห่งมวลผกามาศ”

 

              นอกจากความงามอันเหลืองทองอร่ามที่คอยเย้ายวนนักเดินทางให้ม าชื่นชมและถ่ายภาพกันแล้ว    น้ำมันจากดอกโหยวไช่ฮวา ซึ่งชาวจีนใช้ปรุงอาหารมากถึงร้อยละ 40 จากน้ำมันพืชทั้งหมด    ยังสร้างรายได้งามให้กับชาวอำเภอหลัวผิง จนได้รับการเรียกขานกันว่า อุตสาหกรรมสีเหลืองทองอร่าม

                  จุดชมทุ่งดอกผักน้ำมันที่ตระการตาที่สุดคือ บนยอดเขาจินจี (ไก่ทอง)    จะเห็นดอกสีเหลืองอร่ามบนท้องทั่งอันกว้างไกล แลสลับกับโขดเขาสีน้ำตาลงามแปลกตา และที่หมู่บ้านหนิวเจีย    จะปลูกเป็นขั้นบันไดสลับกับแปลงข้าวสาลี

 

:: ตะลึงกับปาภูเขาหมื่นยอด กลางท้องทุ่งสีเหลืองทองเพียงช่วงเดียวในรอบปี ::

 

                   ป่าภูเขาหมื่นยอดหรือว่านเฟิงหลิน (Wanfenglin) ป่าภูเขาหินปูนพุ่งแทงยอดนับหมื่นเป็นรูปเห็ด    ปิรามิด สามเหลี่ยม ซาลาเปา และรูปอื่นๆตามแต่จินตนาการของแต่ละท่าน  ขึ้นเหนือผืนพรมดอกโหยวไช่ฮวาและพืชไรบนขั้นบันได    กลางหมู่บ้านที่ยังคงมีวิถีชีวิตอันสงบเงียบ บางตอนอาจเห็นภุเขาทั้งลูกแทงยอดขึ้น บางตอนเห็นแต่ยอดโผล่ขึ้นเหนือผืนดิน    บางตอนก็เรียงลดหลั่นซับซ้อนกันไปสุดลูกหุลูกตาและไปไกลสุดข อบฟ้า เกินสายตาจะแลได้หมดและนับได้ถ้วน

                  ป่าภูเขาหมื่นยอดเหล่านี้แทงยอดขึ้นสองฟากฝั่งของแม่น้ำหม่าหลิงเ หอ    ด้านตะวันออกเรียก ตงเฟิงหลินหรือป่าภูเขาด้านตะวันออก เป็นป่าภูเขาแบบคาสท์ แทงยอดแหลมคล้ายคมดาบ    ดูสูงชันต่างเบียดเสียดแทงยอดขึ้นลูบไล้แผ่นนภา

 

                   ในขณะที่ ซีเฟิงหลิน ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำหม่าหลิงเหอ หรือป่าภูเขาด้านตะวันตก    ตั้งอยู่บนที่ราบสูงประมาณ 2,000 เมตรแต่ละยอดเรียงรายเป็นเทือกทิวต่อเนื่องไปจนถึงเส้นขอบฟ้าไกลแลด้านหน้าเป็นพื้นที่ราบกลางช่องเขาที่พราวพร่างด้วยมวลดอกผัก น้ำมันโหยวไช่ฮวาสร้างสีสันและทิวทัศน์อันบรรเจิดตระการ    ได้รับการขนานนามว่า สวนบอนไซธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ จนนิตยสาร CNG จัดให้เป็น 1 ใน 5 สุดยอดป่าภูเขางามของจีน

                   ในเขตภูมิทัศน์ของป่าภูเขาหมื่นยอดยังมีอ่างเก็บน้ำที่สร้างข้นปิดกั้นแม่น้ำหม่าหลิงเหอ    จนเกิดทะเลสาบว่านเฟิงหู ( Wanfeng Hu) มีขนาดกว้างขวางถึง 160 ตร.กม. ภายในมีเกาะน้อยใหญ่    80 เกาะ นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถชมวิวทิวทัศน์อันบรรเจิดของป่าภูเขาได้ดียิ่งนัก

 

:: เลาะเลียบในหุบเหวน้ำตกร้อยสายหม่าหลิงเหอ บาดแผลงานบนผืนพิภพ ::

 

                   หุบเหวน้ำตกร้อยสายหม่าหลิงเหอ Maling He Gorge ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น    บาดแผลงามบนผืนพิภพ เป็นอีกหนึ่งปรากฏหารณ์ทางธรรมชาติแบบคาสท์ที่เกิดจากรอยแยก ของการกัดกร่อนของสายน้ำหม่าหลิงเหอที่มีต้นน้ำมาจากภูเขาวูเมิง ซานไหลผ่านที่ราบสูงภูเขาหินปูน    จนเกิดเป็นช่องเขาขนาดใหญ่ หุบโตรกนี้มีความยาว 74.8 กม. ความกว้าง 50-150 ม. หรือลึกเฉลี่ยประมาณ    200 ม. กล่าวขานกันว่า ภายในหุบโตรกอันยาวไกลกว่าร้อยห้าสิบลี้นี้มีธรรมชาติอันชวนหลงใ หลให้สัมผัสคือ....

 

 

         1. ร้อยภาพวาด  มองไปทางใดก็งดงามดุจภาพวาดของธรรมชาติอันน่ารัดรึงใจ ในฝีมือรังสรรค์มายาวนานของธรรมชาติ

         2. ร้อยน้ำตก น้ำตกน้อยใหญ่หลากสาย โดยเฉพาะในฤดูฝนจะมีน้ำตกมากกมายนับไม่ถ้วน    โดยเฉพาะน้ำตกปากมังกรหรือโหว่หลงโขว่ สายน้ำที่ตกลงมาบนผาหินปูนตั้งตรงกว่า 100 เมตร    แผ่กว้างกว่า 200-300 เมตร ตรงไหนน้ำไหลมากก็ดูเป็นเส้นสาย ตรงไหนน้ำไหลน้อยก้เป็นละอองกระเซ็นสาย    ปริมาณน้ำจะมีมากในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน

         3. ร้อยม่านน้ำ  สายน้ำที่ตกอยู่หน้าช่องโพรงถ้ำในหุบโตรกจนดุจดั่งฉากม่านน้ำงาม    พรั่งพรูจากแผ่นฟ้าลงสู่ผืนท้องนที และ

         4. ร้อยน้ำพุ ในหุบเหวยังมีตาน้ำพุร้อนเย็นอีกนับร้อยแห่งที่ต่างผุดพรายสายน้ำใส พิสุทธิ์ขึ้นมาอย่างมิรู้แห้งเหือด

 

                   เดินลัดเลาะในหุบเหวน้ำตกร้อยสายที่อุปมา “ร้อยเท่าพันทวีคูณของน้ำตกทีลอจ่อ”    (อันขึ้นชื่อของ อ.อุ้มผาง จ.ตาก) สองฟากฝั่งเป้นหน้าผาชัน ตอนกลาง คือสายน้ำหม่าหลิงเหอ    ไหลคดโค้งไปตามช่องโตรกผาที่มีหินงอกหินย้อยตะปุ่มตะป่ำ กับสายน้ำตกที่พุ่งลงเป็นเส้นสายสีขาว    บางส่วนตกเป็นฝอยฟุ้งกระจายทำให้ชุ่มชื้นมีมอสและเฟิร์นเกาะแน่นจนคุณต้องประทับใจในการจักวางอย่างเหนือชั้นของธรรมชาติ

 

:: สัมผัสหมู่น้ำตกหวงกว่อซู่ ราชันแห่งน้ำตกแดนมังกร ::

 

                   น้ำตกหวงกว่อซู่ Huangguoshu Waterfall เป็นน้ำตกในเขตภูเขาหินปูน    บนแม่น้ำไป๋สุ่ยเหอ ลดหลั่นลงมาตามลำดับชั้น และแตกแขนกเป็นกลุ่มน้ำตก 18 สาย และน้ำตกใต้โพรงถ้ำอีก    14 สาย ชั้นใหญ่ที่สุดเรียกว่า หวงกว่อซู่ มีความสูง 74 เมตร กว้าง 81 เมตร ด้านหลังน้ำตกภายในยังมีโพรงถ้ำม่านน้ำตกลึก    134 เมตรเมื่อแลออกมาจะให้เส้นสายม่านน้ำตกไหลลงสู่สระแรดหรือสี่หนิวทาน มีความลึก 17    เมตร

                   เดินทางขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 กม. เพื่อล่องเรือลอด    ถ้ำวังมังกร-หลงกง Longgong Cave ถ้ำน้ำที่เพิ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1980 สัมผัสหินงอกหินย้อย    โพรงถ้ำงามหลากหลาย รวมทั้งน้ำตก ทะเลสาบ ช่องแคบ โถงถ้ำเจ้าแม่กวนอิม ภายในถ้ำน้ำที่ยาวและสวยที่สุดของจีน    มีความลึกประมาณ 15 กม. ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “หลีเจียงใต้ดิน ป่าหินบนน้ำ”

 

:: มุดโถงถ้ำจวื่อจินต้ง จักรพรรดิ์แห่งถ้าจีน ยิ่งใหญ่ระดับโลก ::

 

                   ถ้ำจวื่อจินต้ง เดิมเรียกว่า ต่าจีต้ง หรือถ้ำตีไก่ เพราะเล่ากันว่าในอดีตที่หน้าปากถ้ำหนุ่มสาวเผ่าม้ง    ใช้เป็นที่เตะลูกขนไก่ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นจวื่อจินต้ง เพราะมีความไพเราะและมีความหมายที่ดีกว่า

                   คูหาถ้ำจวื่อจินต้งมีขนาดใหญ่โตยิ่งได้รับการค้ดเลือกว่ามีความงดงา มเป็นอันดับ    1 ของแผ่นดินมังกร เพราะมีความใหญ่มหัศจรรย์ และครบครันในถ้ำเดียว เขาจึงขานกันว่า “จักรพรรดิ์แห่งถ้ำจีน    ยิ่งใหญ่ระดับโลก”

                   ภายในถ้ำมีเนื้อที่ถึงกว่า 7 หมื่น ตร.ม. มี 12 โถงใหญ่ 47 โถงย่อย    ลึก 13.5 กม. เพดานถ้ำสูง 60-150 ม. แต่ละโถงมีทิวทัศน์ที่งดงามระยับจับตาของหินงอก    หินย้อย ผลึกแคลเซียมและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถจินตนาการเป็นรูปทรงต่างๆพร้อมผูกเป็นเรื่องราวต่างๆได ้มากมายนับไม่ถ้วน    เช่น วังหมื่นปี วังป่าเจดีย์ ต้นฝนเงิน วังเหมันตื วังเมฆทอง วังนางฟ้า ฯลฯ แล้วยังมีเสาหินงอกสูงถึง    70 เมตร เป็นหินงอกที่สูงสุดในโลก

                   เราใช้เวลาเดินชมถ้ำอันโอ่โถงประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก้ยังชมไม่หมด    กระทั่งมีคำเปรียบเปรยว่า “หากมาชมถ้ำจวื่อจินต้งแล้ว ถ้ำอื่นในโลกา ย่อมไม่อยู่นสายตา”

 

:: เยือนหมู่บ้านโบราณเตี้ยวเจี่ยวโหลวของชาวม้ง ::

 

                   บนเส้นทางวัฒนธรรมชนเผ่าที่พวกเราเดินทางไปเจาะลึกและเข้าเยี่ย มชมหมู่บ้านสำคัญของชนเผ่าม้งและต้งที่สำคัยของกุ้ยโจว    เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่และเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมชนเผ่าม้งและ ต้ง ที่ยังคงอนุรักษ์แบบแผนบ้านเรือน    ประเพณี การแต่งกายไว้ให้ชม จนมีคำกล่าวว่า...สามลี้ต่างวัฒนธรรม ห้าลี้ต่างชนเผ่า ประเพณีใหญ่มีเดือนสามหกเก้า    ประเพณีย่อยมีทุกวัน

                   หมู่บ้านชาวม้งที่เราเข้าเยี่ยมชมคือ หมู่บ้านม้งหลางเต๋อ Langde    มีชาวม้งอาศัยอยู่ประมาณ 100 ครัวเรือน อนุรักษ์การแต่งกายด้วยอาภรณ์ชุดกระโปรงยาว สวมประดับเครื่องเงินอันวิจิตรพิสดาร    อาศัยอยู่ในบ้านเตี้ยวเจี่ยวโหลว หรือเตี้ยวโหลว เป็นบ้านไม้ความสูง 2-3 ชั้น เป็นบ้านสร้างบนน้ำหรือบนที่ลาดชันมีเสาค้ำ    ด้านหน้าหรือด้านหลัง ดูคล้ายเป็นขาค้ำยันตัวบ้านไว้โดยจะมีระเบียงด้านหน้า หรืออาจมีด้านข้างด้วย

 

                   เตี้ยวโหลวเป็นแบบแผนบ้านเรือนของชาวม้งและต้งที่มักอาศัยอยู่บนป่าดอย    ที่ลาดชัน หรือริมแม่น้ำ ดดยมากสร้างด้วยไม้ชานมู่ (ไม้ฉำฉาจีน) เข้าเดือยทั้งหลัง ยกเว้นหลังคา    ส่วนมากมุงกระเบื้องแผ่นเล็ก ชั้นล่างใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์หรือเก็บพืชผล แล้วยังช่วยปกกันน้ำไหลหลาก    ความชื้นจากพื้นดิน และยังช่วยป้องกันสัตว์ร้ายไม่ให้มาคุกคามได้โดยง่าย ชั้น2 เป็นห้องครัวและที่พักอาศัย    ชั้น3 เป็นที่พักอาศัย

                    จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านชาวต้งเชอเจียง ริมแมน้ำตูหลิวเจียง    ที่ได้รับสมญานามว่า หมู่บ้านต้งอันดับหนึ่งในใต้หล้า โดยบริเวณดังกล่าวมี 3 หมู่บ้านต้งเรียงรายติดต่อกันนับได้ถึง    800 หลังคาเรือน มีประชากรราว 3,000 คนจึงเรียกกันว่า หมู่บ้านต้งพันหลัง หรือหมู่บ้านต้งซานเป่า    เพราะกลางแม่น้ำมีหินใหญ่สามก้อนตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตูหลิวเจียง แล้วยังเป็นแหล่งต้นกำเนิดภาษาของชาวต้งอีกด้วย

 

:: ชมหมู่หอกลองและสะพานลมฝน มรดกวัฒนธรรมสุดคลาสสิค ::

 

   
   
   
   
   
   
   

                   หอกลองเจิงชงกู่โหลว เป็นสถานที่มีชื่อเสียงในความเก่าแก่และรูปทรงสถาปัตย์    ผสานการประดับตกแต่งที่ลงตัวได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกชิ้นสำ คัญของประเทศ

                   หอกลองแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1672 มีรูปทรงคล้ายเจดีย์มีความสูง    25 เมตร รอบหอมีหลังคาปีกไม้ 8 เหลี่ยมซ้อน 11 ชั้นสอบขึ้นด้านบน บนยอดมีลักษณะคล้ายร่ม    2 ชั้น รูปทรง 8 เหลี่ยมเช่นกัน ครอบคลุมพื้นที่ 160 ตร.ม.

                   วัฒนธรรมของชาวต้งจะผูกพันกับหอกลองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นจุดศูนย์กลางและหัวใจของหมู่บ้าน    คล้ายศาลาปรชาคมใช้เป็นที่ประชุม แจ้งข่าว จัดงานกุศล เล่นดนตรี รวมถึงใช้เป็นที่พักผ่อนพบปะสังสรรค์ของชาวบ้าน    นอกจากนี้ในคราวที่ผู้นำหรือผู้สูงวัยของหมู่บ้านเสียชีวิตจะมีการคาร าวะด้วยการแขวนเขากระบือไว้กลางหอกลอง

                  จากนั้นเดินทางสู่หมู่บ้านต้งเจ้าซิ่ง เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ    มี 800 หลังคาเรือน ประชากร 4,000 คน มีประวัติยาวนานกว่า 840 ปี เป็นหมู่บ้านเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด    ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงามของธรรมชาติและนาขั้นบันได จุดเด่นของหมู่บ้านต้งเจ้าซิ่ง    คือ มีหมู่หอกลองห้าหลัง หมู่สะพานลมฝน หรือเฟิงหวี่เฉียว ห้าสะพาน และโรงอุปรากรห้าหลัง    รวมอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน(ที่แบ่งออกเป็นห้ากลุ่ม แต่ใช้แซ่เดียวกัน) อย่างน่าทึ่งจึงนับเป็นสุดยอดแห่งหมู่บ้านต้งโดยแท้จริง

 

« Last Edit: March 18, 2010, 11:11:37 am by master »

 


Powered by EzPortal